บทที่ 2

“แม่สบายดีไหมครับ” ผมถาม

“พ่อกับแม่สบายดีจ้ะ” เสียงแม่ตอบกลับมาจากในครัว

“แล้วธุรกิจของพ่อล่ะครับ”

“ก็ไปได้สวยเหมือนกันจ้ะ” เธอตอบ “ลูกได้ติดต่อเพื่อนเก่าสมัยมัธยมบ้างไหม พวกเขาถามถึงลูกอยู่บ่อยๆ นะ”

“ไม่ครับ” ผมตอบ “ไม่ได้ติดต่อเลย”

แม่กับผมคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง อัปเดตเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต และระหว่างที่เราคุยกัน ความหวังในอกผมก็สว่างไสวขึ้นมาบดบังความกลัวจนหมดสิ้น บางทีพวกเขาอาจจะยอมรับผมกลับไปเป็นลูกอีกครั้งก็ได้ บางทีนะ

ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านเปิดออก หัวใจผมกระตุกวูบไปหลายจังหวะก่อนจะเริ่มเต้นระรัว

“ที่รัก ผมกลับมาแล้ว!”

พระเจ้า น้ำเสียงนั้นยังคงทำให้ผมหวาดกลัว ผมผุดลุกขึ้นยืนราวกับว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

“คุณทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาของแรนดี้...” เสียงของเขาขาดหายไปและชะงักกึกทันทีที่เห็นผม ปากของเขาอ้าค้างเล็กน้อย

เราทั้งคู่จ้องตากันอยู่นานหลายนาที สันกรามของเขาขบเข้าหากันแน่น บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไปในฉับพลัน

“สวัสดีครับ... พ่อ” ผมเอ่ยทักทายอย่างเก้ๆ กังๆ

ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจในช่วงวินาทีแรกๆ แต่แล้วมันก็ถูกแทนที่ด้วยความขยะแขยงระคนดูแคลน ความเกลียดชังที่ฝังลึก และความผิดหวังอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ผมจำได้เมื่อแปดปีก่อนไม่มีผิด

แม่รีบวิ่งออกมาจากครัว “อ้าว ที่รัก”

เห็นได้ชัดเจนว่าเธอกำลังประหม่า และคงจะกลัวด้วยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

“นี่เฮนรี่ไง ลูกชายของเรา”

เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาในทันที เพียงแค่จ้องมองผมอยู่นานสองนานด้วยแววตาลุกเป็นไฟ ก่อนจะเอ่ยปาก

“ฉันไม่มีลูกชาย” น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างที่สุด เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าผมด้วยซ้ำ “ลูกชายฉันตายไปตั้งแต่แปดปีก่อนแล้ว”

คำพูดของเขาเสียดแทงทะลุกลางอกผมราวกับมีดสั้น กรีดลึกสร้างความเจ็บปวดไปทุกอณูความรู้สึก น้ำตารื้นขึ้นมาในดวงตาของผมทันที

เขาพยายามจะเดินเลี่ยงขึ้นไปชั้นบน แต่ผมรีบขวางทางเขาไว้ เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรังเกียจ

“ผมทำอะไรผิดนักหนาเหรอครับ” ผมถามช้าๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ทำไมพ่อถึงเกลียดผมขนาดนี้ ทำไมพ่อถึงรักผมเหมือนที่พ่อคนอื่นๆ รักลูกชายตัวเองไม่ได้ ห๊ะ ผมทำอะไรผิดนักหนาถึงต้องโดนพ่อทำแบบนี้ ทำไมพ่อถึงยอมรับความจริงไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่ผมเป็น”

ในที่สุดเขาก็สบตาผม นัยน์ตาคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธแค้นและขยะแขยง “แกอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไม ก็เพราะแกมันเป็นไอ้ตุ๊ดวิปริตไงล่ะ! แกรู้ไหมว่ามันน่าสมเพชขนาดไหน ห๊ะ ทุกครั้งที่ฉันมองหน้าแก หรือแม้แต่คิดถึงแก สิ่งเดียวที่ฉันเห็นก็คือความล้มเหลวของตัวเอง แค่การมีตัวตนอยู่ของแกก็ตอกย้ำแล้วว่าฉันมันล้มเหลวในฐานะพ่อคน ฉันเสียใจจริงๆ ที่ทำให้แกเกิดมา! แกคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน เฮนรี่ ฉันขอแช่งให้แกไม่น่าเกิดมาเลยด้วยซ้ำ!”

จากนั้นเขาก็เดินเบี่ยงหลบผมแล้วเริ่มก้าวเท้าหนักๆ ขึ้นบันไดไป

“ทีนี้ก็ไสหัวไปจากบ้านฉันได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะโทรเรียกตำรวจมาลากคอแกไป!”

คราวนี้ คำพูดของเขาเชือดเฉือนรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พระเจ้า มันเป็นคำพูดที่เจ็บปวดและไร้มนุษยธรรมที่สุดเท่าที่เคยมีใครพูดกับผมมาเลย

น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มราวกับสายน้ำ

ผมยืนอยู่ตรงนั้นกลางห้อง รู้สึกสมเพชตัวเอง จมปลักอยู่กับความเวทนาและความเสียใจ ผมไม่น่ามาที่นี่เลย ผมรู้อยู่แล้วว่าการมาที่นี่มันคือความผิดพลาด

ทำไมผมถึงได้บ้าคิดไปเองว่าในที่สุดเขาจะยอมรับผมได้นะ ผมมันโคตรโง่ แถมยังน่าสมเพชชะมัด

แม่เดินข้ามห้องมาแตะไหล่ผม “ลูกก็รู้ว่าพ่อเขาไม่ได้หมายความแบบนั้นหรอกจ้ะ ลูกก็รู้ว่าเขารักลูก... เขาแค่ต้องการเวลาสักหน่อย”

แต่แล้วทันใดนั้น ราวกับมีใครมากดสับสวิตช์ ความพังทลาย ความเวทนา และความเกลียดชังตัวเองทั้งหมดที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวที่ลุกโชนจนไม่อาจดับได้ในชั่วพริบตา

เขากล้าดียังไง เขากล้าดียังไงกัน!

“เหอะ ใช่สิ” ผมแค่นเสียงหยันอย่างแห้งแล้ง “เวลา ทำเหมือนกับว่าเวลาคือปัญหาอย่างนั้นแหละ ทำเหมือนกับว่าแปดปีมันยังนานไม่พอสินะ”

แม่ลูบไหล่ผม “เฮนรี่ เขาแค่...”

ผมสะบัดมือแม่ทิ้ง แล้วแค่นหัวเราะออกมาอย่างร้ายกาจ “รู้ไหมครับแม่ ผมมันโคตรโง่เลย ใช่ ผมมันโง่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมคิดมาตลอดว่าผมต้องการเขา ต้องการการยอมรับ และคำยืนยันบ้าบออะไรนั่นจากเขา คิดว่าผมต้องการให้เขามองผมด้วยสายตาเปี่ยมรักเหมือนที่เขาเคยทำเมื่อก่อน และยิ้มให้ผม แต่ทายสิว่าไง ผมไม่ได้ต้องการเขาเลยสักนิด ผมไม่ได้ต้องการเขามาตลอดหกปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ! เพราะงั้นเขาจะไปตายที่ไหนก็เชิญ ผมไม่สนหรอก!”

“เฮนรี่!” แม่ร้องลั่น ตกใจกับอารมณ์ที่ระเบิดออกมาอย่างกะทันหันของผม

“อะไรล่ะครับ!” ผมตะคอกกลับ ปลดปล่อยทุกอย่างออกมา พอที มันมากพอแล้ว “ผมเห็นใจเขามาตลอดไม่ใช่เหรอ! ผมพยายามเข้าใจมาตลอด! ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้แต่ตอนที่ผัวเฮงซวยของแม่ไล่ตะเพิดผมออกจากบ้าน ให้ไปตกระกำลำบากอยู่ข้างถนนที่ทั้งหนาวและน่ากลัวโดยไม่มีใครเหลียวแล ผมก็ยังอุตส่าห์เข้าใจเขา เพราะผมรู้ว่าเขารู้สึกยังไง และด้วยความโง่เขลา ผมดันคิดไปเองว่าการให้เวลาเขา จะทำให้เขาค่อยๆ ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็นได้ แต่ผมแม่งคิดผิดถนัด เขาเป็นแค่ไอ้แก่ใจแคบดักดาน และก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป ผมไม่ต้องการการยอมรับโง่ๆ จากเขาอีกแล้ว เขาไม่มีลูกชาย งั้นรู้เอาไว้ด้วยนะ ว่าผมก็ไม่มีพ่อเหมือนกัน! การมีเขาเป็นพ่อคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตผม!”

แม่อ้าปากค้างมองผมด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา ดวงตาเบิกกว้าง ผมขยับไปที่บันไดแล้วตะโกนลั่น “ได้ยินหมดแล้วใช่ไหม! คุณมันเป็นพ่อที่ห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์ความเป็นพ่อเลย คนอย่างคุณ คนที่เกลียดลูกตัวเองเพียงเพราะสิ่งที่เขาเป็น ไม่สมควรจะมีลูกด้วยซ้ำ จบนะ!”

พูดจบ ผมก็หมุนตัวกลับแล้วพุ่งพรวดไปที่ประตู

“เฮนรี่!” แม่ตะโกนไล่หลังผมมา “กลับมาก่อน! ได้โปรดกลับมาก่อน! เฮนรี่!”

แต่ผมไม่คิดจะฟังอะไรอีกแล้ว

“ดูแลตัวเองด้วยนะครับแม่”

ผมเปิดประตู เดินออกไป และกระแทกมันปิดตามหลังอย่างแรงจนแรงสั่นสะเทือนสะท้านไปถึงกำแพงบ้าน ผมก้าวยาวๆ ลงบันไดอย่างรวดเร็ว ตรงไปที่ถนนหน้าบ้าน แล้วมุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่

การมาที่นี่คือความผิดพลาด

ผมควรจะรู้ตัวตั้งนานแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป